Midjourney สตาร์ตอัพ AI ที่คนทั่วโลกรู้จักในฐานะเครื่องมือ “สร้างภาพ” กำลังเดินหน้าโครงการที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือ เครื่องสแกนร่างกายด้วยอัลตราซาวด์แบบจุ่มตัวลงในน้ำ ที่บริษัทหวังว่าจะพลิกโฉมวงการแพทย์ ด้วยภาพถ่ายภายในร่างกายที่ราคาถูก ละเอียด และไร้รังสี
ล่าสุดบริษัทปล่อยวิดีโอ “เบื้องหลัง” ความยาวเกือบ 20 นาทีออกมาเพิ่มเติม เพื่ออวดฮาร์ดแวร์ให้เห็นมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปคือหลักฐานว่าอุปกรณ์นี้ทำงานได้จริงตามที่โฆษณา และผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาหลายคนก็ยังตั้งคำถามหนักถึงข้อจำกัดทางฟิสิกส์ที่ Midjourney ยังไม่ตอบ

ตัวเลขสำคัญของโครงการ
วิดีโอเบื้องหลังเผยอะไรบ้าง
วิดีโอทัวร์ครั้งนี้มาจาก Marcin Plaza ยูทูบเบอร์สายเทคที่บังเอิญเป็นวิศวกรของ Midjourney เองด้วย เขาอธิบายเครื่องสแกนแบบ “ถังจุ่มตัว” (dunk-tank) อย่างตรงไปตรงมาว่า มันคือหัวโพรบอัลตราซาวด์จำนวนมากที่ถูก “แกะออกเป็นชิ้น ๆ แล้วเอาไปแปะบนอ่างน้ำร้อนหรูที่มีลิฟต์อยู่ข้างใน” เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทั่วไปและบอร์ดจิ๋ว Raspberry Pi
วิดีโอโชว์ตัวฮาร์ดแวร์และทีมงานที่กำลังประกอบมันมากขึ้นก็จริง แต่กลับ “ข้าม” คำถามด้านฟิสิกส์และการสร้างภาพที่ผู้เชี่ยวชาญเคยตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่วันเปิดตัวโครงการเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ไปเกือบทั้งหมด

เครื่องนี้ทำงานอย่างไร
แนวคิดของ Midjourney คือการทำ “อัลตราซาวด์ทั้งตัว” แบบสร้างภาพตัดขวาง (ที่บางคนเรียกว่า ultrasonic CT) โดยอาศัยหลักการเดียวกับอัลตราซาวด์ที่ใช้ตรวจครรภ์ แต่ยิงคลื่นเสียงจากรอบทิศทางพร้อมกัน แล้วให้ AI ประกอบข้อมูลกลับเป็นภาพสามมิติ
เลี่ยงกฎ FDA ด้วยการเป็น “สินค้าเพื่อสุขภาพ”
จุดที่ต้องเข้าใจคือ Midjourney ย้ำว่าเครื่องนี้จะเปิดตัวในฐานะ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (wellness) ที่วัด “องค์ประกอบร่างกาย” (body composition) เช่น สัดส่วนไขมันและกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ “อุปกรณ์การแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรค” ความต่างนี้สำคัญมาก เพราะอุปกรณ์วินิจฉัยต้องผ่านการรับรองจาก FDA (องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ) และการทดลองทางคลินิกที่ใช้เวลาหลายปี
Calloway เองดูจะไม่กังวลกับความสับสนนี้ เขาบอกว่าไม่คิดว่ามีอะไรต้องอธิบายมากนัก พร้อมสัญญาว่าจะอัปเดตความคืบหน้าผ่านบล็อกบ่อย ๆ ส่วน David Holz ซีอีโอ กล่าวว่าการที่ Midjourney “ไม่มีนักลงทุน” ทำให้บริษัทมีอิสระเดินหน้าโครงการนี้ เพราะไม่มีใครสั่งห้ามเขาได้
ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงยังกังขา
ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพวินิจฉัยหลายคนบอกกับ The Verge ว่า Midjourney ยังแสดงหลักฐานน้อยมากว่าจะเอาชนะข้อจำกัดที่รู้กันดีของอัลตราซาวด์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีมาหลายสิบปีได้
- Francis Deng นักรังสีวิทยาระบบประสาทจาก Johns Hopkins ชี้ว่า คลื่นอัลตราซาวด์มีข้อจำกัดพื้นฐานคือ ทะลุผ่านกระดูก อากาศ และเนื้อเยื่ออ่อนส่วนลึกไม่ได้ ทำให้อวัยวะหลายส่วนอยู่นอกระยะที่สแกนถึง
- Laura Heacock อาจารย์ด้านภาพวินิจฉัยจาก NYU เตือนเรื่องการใช้ AI ยกระดับภาพที่ไม่ชัดว่า “ฉันเอา AI ไปอัปสเกลรูปถ่ายเบลอ ๆ ได้ก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ออกมานั้นมีอยู่จริง” — กล่าวคือ AI อาจ “เดา” รายละเอียดที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างกายจริง
- เธอยังตั้งคำถามว่า ทำไมต้องใช้อัลตราซาวด์ทั้งตัวแบบทดลอง ในเมื่อ MRI แบบสแกนทั้งตัว ที่ให้ภาพระดับวินิจฉัยได้จริงมีอยู่แล้ว
เพื่อให้เห็นภาพว่าอัลตราซาวด์ต่างจากเทคโนโลยีสร้างภาพอื่นอย่างไร ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้:
| คุณสมบัติ | อัลตราซาวด์ | MRI | CT |
|---|---|---|---|
| ใช้รังสี | ไม่ใช้ | ไม่ใช้ | ใช้ (รังสีเอกซ์) |
| ทะลุกระดูก/อากาศ | ได้ไม่ดี (ข้อจำกัดหลัก) | ได้ดี | ได้ดี |
| ต้นทุนต่อเครื่อง | ต่ำ | สูงมาก | สูง |
| แนวทางของ Midjourney | ยิงรอบทิศ + AI ประกอบภาพ | — | — |
เดิมพันที่แท้จริงคือ “ข้อมูล” ไม่ใช่หมอ
หลายฝ่ายมองว่าเป้าหมายระยะยาวที่แท้จริงของ Midjourney ไม่ใช่การขายบริการสแกนในสปา แต่คือการ สะสมผลสแกนภายในร่างกายมนุษย์ให้ได้หลักพันล้านครั้งภายในปี 2031 เพื่อสร้างชุดข้อมูลมหาศาลไว้ฝึก AI ตรวจจับโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นในอนาคต พูดง่าย ๆ คือสปาและเครื่องสแกนเป็นเพียง “เครื่องเก็บข้อมูล” และผู้ใช้คือแหล่งข้อมูล
เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น บริษัทได้ไลเซนส์เทคโนโลยี ultrasound-on-chip (อัลตราซาวด์บนชิปเดียว) ของ Butterfly Network มาด้วยเงินราว 15 ล้านดอลลาร์ล่วงหน้า (รวมมูลค่าดีลกว่า 74 ล้านดอลลาร์) และวางแผนติดตั้งเครื่องสแกนราว 50,000 เครื่องภายในหกปี โดยสปาแห่งแรกจะมีเครื่องสแกน 10 เครื่อง อยู่ร่วมกับอ่างน้ำร้อน ซาวน่า และบ่อแช่เย็น ที่ย่าน Union Square เมืองซานฟรานซิสโก
มองมุมไทย: สปาสุขภาพกับ “การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์”
สำหรับผู้อ่านชาวไทย โมเดล “สปา + สแกนสุขภาพ” ของ Midjourney น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้าน Wellness และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) อันดับต้น ๆ ของโลก หากเทคโนโลยีสแกนราคาถูกแบบนี้พิสูจน์ได้ว่าใช้งานได้จริง โรงพยาบาลเอกชนและศูนย์ตรวจสุขภาพในไทยอาจเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่สนใจนำเข้ามาเป็นบริการเสริม
แต่ในทางกลับกัน โมเดล “วัดองค์ประกอบร่างกายเพื่อเลี่ยงการเป็นอุปกรณ์การแพทย์” ก็เป็นบทเรียนสำคัญเรื่องการกำกับดูแล หากบริการลักษณะนี้เข้ามาในไทย คำถามคือ อย. ไทยจะจัดหมวดอย่างไร และผู้บริโภคจะแยกออกหรือไม่ว่าภาพที่ AI สร้างขึ้นเป็น “การตรวจสุขภาพจริง” หรือเป็นเพียงข้อมูลเชิงไลฟ์สไตล์ที่ยังไม่ผ่านการรับรองทางการแพทย์
จับตาอะไรต่อจากนี้
- ภาพสแกนจริง: Midjourney จะเผยภาพผลสแกนที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระหรือไม่ ไม่ใช่แค่ภาพเดโมสวย ๆ
- เวลาสแกนจริง: ต้นแบบจะร่นจาก ~20 นาที ลงมาเหลือ 60 วินาทีตามที่อ้างได้จริงหรือไม่
- เส้นแบ่งกฎหมาย: หน่วยงานกำกับดูแลจะยอมให้บริการนี้อยู่ในหมวด “wellness” ตลอดไปหรือไม่ หากผู้ใช้เริ่มตีความผลสแกนเป็นการวินิจฉัยโรค
ศัพท์น่ารู้
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
- การสร้างภาพด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่หูคนไม่ได้ยิน ปลอดภัย ไม่ใช้รังสี แต่ทะลุกระดูกและอากาศได้ไม่ดี
- องค์ประกอบร่างกาย (Body composition)
- การวัดสัดส่วนของไขมัน กล้ามเนื้อ กระดูก และน้ำในร่างกาย จัดเป็นข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค
- FDA clearance
- การรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ที่อุปกรณ์การแพทย์เพื่อการวินิจฉัยต้องผ่านก่อนขายได้ มักต้องมีการทดลองทางคลินิก
- Ultrasonic CT / Tomography
- การใช้คลื่นอัลตราซาวด์ยิงรอบทิศทางแล้วประกอบเป็นภาพตัดขวางสามมิติ คล้ายหลักการของเครื่อง CT แต่ใช้เสียงแทนรังสี
- Ultrasound-on-chip
- เทคโนโลยีย่อหัวอัลตราซาวด์ทั้งหมดลงบนชิปเซมิคอนดักเตอร์ตัวเดียว ทำให้ผลิตจำนวนมากได้ในราคาถูก (เป็นของ Butterfly Network)
แหล่งข้อมูล
- The Verge — “A behind-the-scenes look at Midjourney’s medical scanner leaves many questions unanswered” (3 ก.ค. 2026)
- Futurism — ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ (Francis Deng, Laura Heacock)
- The Register / Radiology Business / TechTimes — รายละเอียดดีล Butterfly Network, แผนติดตั้ง และสเปกต้นแบบ
- Midjourney Medical (midjourney.com/medical) — ข้อมูลจากบริษัท
หมายเหตุ: ตัวเลขด้านสมรรถนะ (เช่น เวลาสแกน 60 วินาที และจำนวนทรานสดิวเซอร์) เป็นข้อมูลที่บริษัทกล่าวอ้าง ยังไม่ผ่านการตรวจสอบหรือรับรองโดยหน่วยงานอิสระ บทความนี้เรียบเรียงเพื่อให้ข้อมูลเชิงข่าว ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์